จังสุ่ยศิลป์ จันทบุรี
曾瑞成 § Jung Sui Silpa
Create Your Own Precious

ร้านจังสุ่ยศิลป์ จันทบุรี
จากรุ่นสู่รุ่น สู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหม่
มีสถิติหนึ่งว่ากันว่า วัฎจักรธุรกิจครอบครัว เจเนอเรชันที่ 3 จะอยู่รอดเพียงแค่ 12 % เท่านั้น นั่นคือรุ่นเรา อวน เอ็ม แอล นั่นเอง

รุ่นแรก
เริ่มจากตอนเด็กๆ พวกเราเกิดเป็นหลานร้านทอง อาม่าเล่าให้ฟังว่า อากุ๊ง(ปู่) นายศิล แซ่จัง เป็นช่างทองคนจีนจากสุพรรณบุรี ย้ายมาอาศัยอยู่เมืองจันทบุรี เช่าตึกแถวในชุมชนริมน้ำ เปิดร้านทองชื่อ “จังสุ่ยศิลป์” ในยุคแรกเริ่ม ร้ายจะขายสินค้าที่เป็นทองรูปพรรณกับลูกๆ 7 คน ถือเป็นร้านทองหนึ่งในสามเจ้าแรกของเมืองจันท์ หลังจากนั้นได้ย้ายมาเปิดร้านอยู่หน้าตลาดน้ำพุ เป็นช่วงก่อนเราเกิด

ในช่วงต่อมามีการปรับเปลี่ยนสินค้า เนื่องจากเมืองจันท์เป็นแหล่งอัญมณี ได้แก่ ทับทิมสยาม ไพลิน บุษราคัม เขียวส่อง และอื่นๆ รวมถึงมีชาวต่างชาติเข้ามาซื้อขายพลอย จึงกลายเป็นตลาดพลอยมีชื่อเสียงระดับประเทศและนานาชาติ
ร้านจังสุ่ยศิลป์ จากขายทองรูปพรรณเพียงอย่างเดียว จึงเริ่มรับทำงานตัวเรือนทองที่มีเพชรพลอยประดับ ขายควบคู่กับงานทองรูปพรรณ ปัจจุบัน ร้านจังสุ่ยศิลป์ ถือเป็นร้านขายจิวเวลรี 100%

รุ่นสอง
อยู่ร้านก็เหมือนอยู่บ้าน
สิ่งที่พวกเราหลานๆ ได้สังเกตเห็นทุกวัน แหวนบนนิ้วหรือสร้อยกำไลข้อมือของคุณพ่อ คุณแม่ คุณย่า หรือคุณอาใส่ทุกวัน มีเพชรพลอยประดับส่องประกายระยิบระยับ สร้อยคอประดับพลอยหลากสี พร้อมจี้กรอบพระมีลายฉลุเป็นลายเถาตำลึงประดับเพชรที่คุณย่าให้คุณแม่ และคุณแม่ก็ส่งต่อให้ลูกๆ ในวัยที่มาถึง หรือวันพิเศษ
ยุคนั้นเราต้อนรับลูกค้าด้วยรอยยิ้ม ความจริงใจ และความซื่อสัตย์
เพราะลูกค้าเป็นเหมือนครอบครัวคนสำคัญ
สิ่งนี้เป็นคุณค่าทางจิตใจที่แสนงดงามที่เรายึดถือ ปฏิบัติตาม และส่งต่อกันมารุ่นสู่รุ่น

สมัยนั้นเศรษฐกิจดีมาก ตลาดอัญมณีมีเอกลักษณ์ที่หลากหลาย แข่งขันกันด้วยความงดงามจากความคิดสร้างสรรค์ บ้างก็เรียบหรู บ้างก็อลังการ พวกเราเห็นการเติบโตของช่างทองฝีมือเก่าแก่มากประสบการณ์กว่าสามสิบกว่าปี เมื่อก่อนเรานั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ไปส่งงานบ้านช่างเป็นประจำ เรามักจะเห็นช่างนั่งอยู่กับโต๊ะทำตัวเรือน ส่วนผู้ใหญ่ที่บ้านก็คัดพลอยส่งช่าง ขายของเจอกับลูกค้า เราเห็นเค้าทำงาน แล้วไปซื้อบ้านทำเลทองใกล้กับกับห้างสรรพสินค้าชื่อดังของเมืองจันท์ในสมัยนั้น เราก็ภูมิใจในครอบครัวใหญ่ของเรา

มีขึ้นก็มีลง
เมื่อเจอกับเหตุการณ์วิกฤติเศรษฐกิจตกต่ำในช่วงปี พ.ศ.2540 ครอบครัวจึงตัดสินใจย้ายไปเช่าพื้นที่ในห้างสรรพสินค้าต่างพื้นที่ เพื่อเปิดโอกาสพบเจอลูกค้ามากขึ้น จนเราเรียนจบก็กลับมาช่วยทำงาน เราค่อยๆ เรียนรู้ ซึมซับการค้าขายจิวเวลรีเรื่อยมา

รุ่นหลาน
ร้านจังสุ่ยศิลป์ จันทบุรี ถึงเวลาส่งไม้ต่อให้รุ่นหลาน อวน เอ็ม แอล เราเห็นการเติบโตของการออกแบบเครื่องประดับอัญมณีจากอดีตสู่ปัจจุบัน เราได้รับแรงบัลดาลใจมากมายจากอดีต ผู้ใหญ่ในวงการบอกเล่าเรื่องราว งานช่างทองที่แสนวิเศษ ผู้มีศิลปะในการเนรมิตทองคำ ให้กลายเป็นชิ้นงานที่สวยงามในรูปแบบต่างๆ เราอยากให้จิวเวลรีที่เป็นอัตลักษณ์ของเมืองจันท์บ้านเกิดของเราออกสู่สายตาคนทั่วโลก บอกเล่าความงามของงานอัญมณีจากจันทบุรี และนำมาซึ่งความปลื้มปิติภูมิใจที่ได้เห็นเครื่องประดับที่ทรงคุณค่า เสริมบุคลิกและเปล่งประกายสะท้อนความเป็นตัวตนของผู้สวมใส่
“ทำตัวให้มีคุณค่า แล้วสิ่งดีๆ จะมาเอง”
เป็นคำพูดของคุณม่าที่บอกเราเสมอ

จังสุ่ยศิลป์รุ่นหลาน พยายามปรับตัวเข้าสู่ยุคดิจิทัล จากไม่มีใครรู้จัก มีข้อจำกัดของการเดินทาง คนที่ไม่เคยพบเจอกัน โลกเราก็ถูกย่นระยะทางเพียงปลายนิ้วคลิก แต่สิ่งที่เรายึดถือมายังโลกใบใหม่นี้ด้วย คือ คุณธรรม ความซื่อสัตย์ และความจริงใจ เรายังคงได้รับความเชื่อถือดูแลเครื่องประดับเหมือนคนในครอบครัว ตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงปัจจุบัน

ลูกค้าเป็นเหมือนครอบครัวคนสำคัญ เรายังคงมอบสิ่งที่ดีที่สุดในรูปแบบที่ใกล้ชิดกันยิ่งกว่าเดิมทาง Website, Instragram และ Line official
ให้เครื่องประดับของเราบ่งบอกความตั้งใจ เริ่มต้นจากช่างทำทองและจิวเวลรีเมืองจันท์ สั่งสมความรู้จากอดีตจนเป็นเอกลักษณ์ ส่งต่อความตั้งใจ รักษาและพัฒนาจากรุ่นสู่รุ่น จังสุ่ยศิลป์ ตั้งปณิธานไว้ ตั้งใจเป็นตัวแทนในการทำเครื่องประดับจันทบุรีที่มีคุณค่าในทุกช่วงเวลาของคุณคนสำคัญของเราสืบต่อไป

Mr. Silpa Saejung, the Jung Sui Silpa brand’s founder, and his life partner, Mrs. Kamfa Pattarawarin, who is the mother and grandmother of the Jung Sui Silpa’s children.
It all started with a goldsmith grandfather, Mr Silpa. We began our business in Thailand by opening a small gold shop in the city of Chanthaburi, where is known as the gem-producing centre of Thailand. Thereafter, their shop is one of the oldest shops in the city.
“Create your own precious, and good things will follow”
It has long been the catchphrase of our grandmother.

Jung Sui Silpa adapted into the modern era of the online world, from the form of unknown individuals, had never seen each other’s faces or heard each other’s voice. Today, Jung Sui Silpa gained trust from clients around the world. On any given occation, Jung Sui Silpa prioritises its service, as if it were caring for family members.
曾 Jung is a Chinese surname that signifies “once upon a time”
成 Silpa bears the name of Mr. Silpa Saejung, our “Argung” (“grandfather” in Hakka Chinese language), which means “successful.”
瑞 Sui signifies “good luck, good time, auspicious, or lucky day.”
Jung Sui Silpa 曾瑞成, therefore, is a “reward of success”(成) which brings “good luck”(瑞) as a power, with remembrance of the history of the family “once upon a time”(曾)
